2009/Apr/20

 
 
Prince's MoTTo : No.1

คนที่ยิ้มตลอดเวลา  ไม่ได้แปลว่าทุกข์ไม่เป็น

และรอยยิ้มที่คุณเห็น  อาจจะเป็นแค่ของปลอม



2009/Apr/17

 

บ่อยครั้งที่หลายเรื่องในชีวิต ล้วนไม่เป็นไปดั่งใจหวัง...
และตัวฉันนั้นเข้าใจว่า สิ่งนั้นเข้ามาเพื่อให้เรียนรู้ถึงสิ่งที่เปลี่ยนไป

บ่อยครั้งที่เราจะต้องถูกผลักให้ล้มลง
เพื่อให้รู้ว่าเราจะลุกขึ้นได้อย่างไร...

บ่อยครั้งที่ เพื่อจะไปให้ถึงสิ่งที่ต้องการจะเป็นนั้น
จะต้องปรับและเปลี่ยน...

และการที่จะเปลี่ยนอะไรบางสิ่งนั้น ต้องใช้พลังใจ
และความมุ่งมั่นที่แรงกล้า...
ในการทำ

บางครั้งฉันต้องการพลังใจที่แรงพอสำหรับสิ่งนั้น
และฉันมองหามันจนทำให้รู้สึก
คิดถึงใครซักคน... ใครคนนั้นที่ไม่อยู่บนโลกแล้ว

คิดถึงคุณจริงๆ... คุณตาครับ...คิดถึงจนร้องให้
ขอบคุณที่เลี้ยงกันมาตอนเล็กๆ และให้ความรักกันอย่างเต็มที่...

เราจากกันไปอยู่คนละโลกตั้งแต่ผมอายุ 6 ขวบ ซึ่งมันก็นานมากแล้ว
แต่ผมเชื่ออยู่ลึกๆเสมอว่า ตลอดเวลานั้น
เขาคงหวัง ที่จะเห็นเด็กน้อยอายุ 6 ขวบ
เติบโต เป็นคนดี และ สามารถยืนหยัด ได้อย่างดีที่สุด...

ตอนนี้ผมไม่เข้าใจ ว่าน้ำตาที่ไหล นั้นออกมาด้วยเหตุผลใด...
แต่ผมเข้าใจ ว่าไม่ว่าเรื่องราวบนโลกจะผ่านเข้ามาอย่างไร
ผมจะลุกขึ้น และเดินต่อ... เพราะผมได้ความรู้สึกนี้เก็บไว้ในใจ
เพื่อเป็นพลังให้แล้ว

มองผมอยู่บนฟ้านะครับ ซักวันเราคงได้พบกันบนนั้น
แต่ตอนนี้ผมยังเหลือเวลา บนโลกใบนี้อยู่...
ถึงจะไม่รู้ว่ามากแค่ไหน
แต่ยังไง ผมก็จะพยายามให้ดีที่สุด

รัก ขอบคุณ และ คิดถึง อย่างสุดซึ้ง
          - P r i n c e -

 

2009/Apr/08

"ผู้ชายที่ควรค่าแก่การยกย่อง"

------------------------------------------------------------------------------------------------------------

คุณเคยเขียนอะไรซักอย่างที่ได้รับโจทย์มาแล้วรู้สึกอินกับสิ่งนั้นมากๆไหมครับ?
สำหรับผมแล้ว ผมบอกได้อย่างไม่อายครับว่า ผมเคย...
เคยเขียนๆเรื่องอยู่ แล้วน้ำตามันไหลลงมา ทั้งๆที่สิ่งที่ผมเขียนอยู่ มันเป็นข้อสอบ
หลายๆคนคง งงๆ ว่าทำข้อสอบแต่ร้องให้เนี่ยนะ มันยากมากขนาดนั้นเลย?
แต่เปล่าครับ ที่จริงแล้วมันเป็นความรู้สึกอื่นครับ ที่ทำให้ผมน้ำตาไหล

เรื่องมันเริ่มว่าผมมีสอบที่รามคำแหงในวิชาที่ว่าด้วยการเขียนสารคดีครับ
แล้วมีโจทย์ ข้อสุดท้าย ที่มีโจทย์ไว้ว่า...

"ให้นักศึกษาเขียนสารคดี ในหัวข้อ ผู้ชายที่ควรค่าแก่การยกย่อง ความยาว ประมาณ 20 บรรทัดขึ้นไป"
(โจทย์ประมาณนี้นะครับ จำไม่ได้แล้วจริงๆ)

ตอนนั้นผมมานั่งนึกว่า ผมจะเขียนเรื่องอะไรดี ...
เพราะโดยพื้นฐานแล้ว หากจะเป็นโจทย์เช่นนี้ ความคิดพื้นฐานของทุกคนคงไม่พ้น บุพการีที่เรียกว่า "พ่อ"
แต่สำหรับผมแล้ว ผมไม่ค่อยจะรู้สึกดีกับพ่อผมซักเท่าไหร่นัก
พูดง่ายๆคือ ความรู้สึกเทิดทูนมันมีไม่พอจะให้เอามาเขียนได้
ครั้นจะเขียนเรื่องคุณปู่ก็คงจะกระไรๆอยู่....

ในระหว่างที่ผมนั่งนึกอยู่นาน ในห้องสอบที่ค่อนข้างจะร้อนพอสมควร
ผมเงยหน้าด้วยต้องการละสายตาจากข้อสอบที่ผมไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรดี...
ทั้นใดนั้นผมมองไปเห็นรูปผู้ชายคนๆนึงในห้องๆนี้ ทันใดนั้นผมก็คิดได้ว่าผมจะเขียนเรื่องของเขา
และเพราะเรื่องของเขานั่นเอง ที่ทำให้ผมน้ำตาไหลได้...
โดยผมจะขอเขียนมันขึ้นมาใหม่ ให้คล้ายๆกับของเดิมเพื่อให้ทุกคนอ่าน
เพราะของเดิมผมคงเอามาเขียนให้อ่านไม่ได้ ส่งเป็นข้อสอบไปแล้ว...

และนี่คือเรื่องคร่าวๆ...ของผู้ชายคนนั้น...

ผู้ชายที่คนไทยทุกคนเรียกเขาว่า
"ในหลวง"

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
"ผู้ชายที่มีค่าแก่การยกย่อง"

          หากจะกล่าวถึงคำว่า "ผู้ชายที่มีค่าแก่การยกย่อง" ผมคิดว่าหลายๆคนคงนึกถึงพ่อแท้ๆของตัวเอง
พ่อที่เป็นเหมือนฮีโร่ของแต่ละคน หรือนักกีฬาเหรีญทองที่คว้าชัยจากโอลิมปิคมาให้ชาติเรา หรือใครก็ตามแต่
แต่สำหรับผม คำว่า "ผู้ชายที่มีค่าแก่การยกย่อง" นั้น ทำให้ผมนึกถึงผู้ชายคนนึง คนที่ทำงานหนักเพื่อคนอื่น
คนที่ไม่เคยปริปากบ่นแม้ว่าจะเหนื่อยแค่ไหน คนหนึ่งคนที่ทำงานเพื่อคนนับล้าน คนที่ทุกๆคนรัก และเทิดทูนท่านสุดหัวใจ

ใช่ครับ คนๆนั้นเป็นพ่อของพวกเราเอง... "พ่อหลวง"

          และหากจะพูดถึง "ในหลวง" ของพวกเราแล้ว ผมเชื่อว่าทุกๆคน รักและเทิดทูนท่านอยู่เสมอ...
สำหรับผมแล้ว หากจะมองย้อนกลับไปตั้งแต่ตอนที่ตัวของผมเองยังเป็นเด็กเล็กๆ ก็จะมีภาพนึงที่เห็นกันจนชินตา
คือภาพที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเสด็จพระราชดำเนิน เพื่อโปรดเยี่ยมชมพสกนิกรของท่านตลอดเวลา
ไม่ว่าท้องถิ่นนั้นจะธุรกันดารเพียงใด เราก็ยังมักจะได้เห็นภาพเหล่านั้นอยู่เสมอๆจนเรียกได้ว่า เป็นภาพที่ติดตาของเราปวงชนชาวไทย
          ระยะเวลากว่า 60 ปี ที่ท่านทรงดูแลพวกเราชาวไทย ไม่ว่าจะยากลำบากแค่ไหน พวกเราทุกคนก็ล้วนได้รับความเมตตา
และกรุณาฑิคุณจากพระองค์ท่าน ท่านทรงงานเพื่อพวกเราชาวไทยมาโดยตลอด จนหลายๆครั้งเราจะพบได้ว่า
ท่านทรงพระประชวรเพราะทรงงานเพื่อพวกเราชาวไทย พระองค์ทรงงานเพื่อพวกเรา
โดยมิเคยได้ตรัสออกมาว่าท่านทรงเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย
แล้วพวกเราชาวไทย ได้เคยทำสิ่งใดเพื่อพระองค์แล้วบ้างหรือ

          หากจะมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ทำให้พระองค์สบายพระทัยได้ คงไม่พ้นการที่บ้านเมืองเราอยู่ในความสงบสุข
และประชาชนของพระองค์ทุกคนล้วนรักใคร่และสามัคคีซึ่งกันและกัน ไม่ใช่อยู่ในวังวนของการแก่งแย่ง
และแตกแยกซึ่งกันและกันอย่างที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้

          หลากหลายโครงการจากพระราชดำริ ที่ริเริ่มและเป็นประโยชน์แก่พวกเราทั้งสิ้น ล้วนเป็นความคิด และแรงจากคนหนึ่งคน
ที่ทำเพื่อคนร่วม 70 ล้าน จึงไม่แปลกเลยที่พวกเราทุกคน จะรู้สึกรัก และเทิดทูน "พ่อหลวง" ของพวกเรา ได้ขนาดนี้

          ดังจะเห็นได้จากการที่มีประชาชนนับหมื่นนับแสนคน มาร่วมแสดงความจงรักภักดีต่อท่านในมณฑลพิธีในวันที่ 5 ธันวา...
หรือแม้แต่คราวล่าสุดนี้ ที่พระองค์ทรงประชวร และเข้ารับการรักษา ที่โรงพยาบาลศิริราช... ก็ยังมีประชาชนจำนวนไม่น้อย
ที่แห่มาขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิให้ท่านทรงหายจะอาการประชวร หรือแม้แต่บางคน ที่ชะเง้อคอมองไปยังห้องของพระองค์ท่าน
เพียงเพื่อขอให้ได้เห็นว่าพระองค์ท่านทรงสบายดี เพื่อที่จะรอให้พระองค์ ทรงกลับมาเป็น "ผู้ชายที่มีคุณค่าแก่การยกย่อง"
ของเราชาวไทย ต่อไป...
   


ขอพระองค์ทรงพระเจริญ
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้า นายปฏิภาณ เต่าทอง

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ตอนที่เขียนข้อสอบนั้น เป็นตอนที่พระองค์ทรงประชวรอยู่
ตอนนั้นผมเขียนไปด้วยเนื้อหาประมาณนี้...
ด้วยใบหน้าที่มีน้ำตาไหลออกมาจากทั้ง 2 ตา....
ผมไม่เคยนึกว่าการได้มานั่งนึกทบทวนเรื่องของพระองค์ท่าน
จะทำให้ผมปลาบปลื้มใจขนาดนี้
ผมปลื้มใจที่พระองค์ท่านทรงงานหนักเพื่อนเราโดยไม่รู้จักท้อ
คิดง่ายๆว่า มีเหตุผลอะไรที่คนหนึ่งคน โหมทำงานอย่างหนัก
เพื่อคนอีกร่วม 70 ล้าน... ถ้าไม่ใช่เพราะพระองค์ทรงรักและเอ็นดูพวกเราทั้งหมด

พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างแก่พวกเราชาวไทยจริงๆ...
ทำให้สำหรับผม ผมพูดได้ว่า...พระองค์ทรงเป็น
"ผู้ชายที่มีคุณค่าแก่การยกย่อง"
อย่างแท้จริง

แล้ว "ผู้ชายที่มีคุณค่าแก่การยกย่อง" ของคุณล่ะครับ
ใช่คนๆเดียวกับผมหรือเปล่า?
สำหรับผม สั้นๆง่ายๆครับ

"ผมรักในหลวง"

2009/Feb/12

เรื่องนี้ถูกเขียนขึ้นครั้งแรกที่...

www.f0nt.com

ว่างๆแวะเวียนไปเยี่ยมได้เช่นกันครับ

อาจจะอ่านกันยาวหน่อยนะ ว่างๆก็ลองอ่านกันดู 

 

------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

เพื่อน... กูรักมึงนะ (ไม่ใช่หนังเกย์แต่อย่างใดนะเออ...)

ย้อนกลับไปหลายปีก่อน
สมัย ที่ผมเองเพิ่งได้รู้จักกับชีวิตของเด็กม.ปลายวันแรก ยังจำได้ว่า ตอนนั้น แต่แรกเริ่มเดิมที ผมไม่เคยสนใจผู้หญิงที่ไหนแบบจริงๆจังๆเลย ไม่ว่าจะด้วยความเด็กหรืออะไรก็แล้วแต่... แต่วันแรกที่ขึ้นชั้น ม.4 ชีวิตผมก็เริ่มรู้จักความรู้สึกที่หลายๆคนเรียกกันว่า...

ความรัก

มันเริ่มหลังจากนั้น 2-3 วัน เป็นในวันที่ อ.สั่งให้จับกลุ่มทำโมเดลจำลองรูปแบบเกษตรแบบผสมผสาน...
ผม ด้วยความที่เพิ่งแปลกใจกับเพื่อนร่วมห้องที่ไม่ค่อยคุ้ยเคยนัก ถึงจะอยู่ โรงเรียนเดียวกันมาถึง 3 ปีก็ตามที แต่ทุกคนล้วนไม่ใช่ทั้งเพื่อนในกลุ่มของผมที่เคยมีตอน ม.ต้น  ทำให้ไม่ค่อยรู้จักและสนิทสนมกับใครเท่าไหร่... ไม่รู้จะไปจับกลุ่มรวมกับใคร... ในที่สุด ไอ้นัทเพื่อนที่นั่งติดกับผม และ ค่อนข้างจะคุยกับผมได้ถูกคอ ก็ถามว่า เออ กูหากลุ่มให้นะผมก็ดีใจว่าไม่ต้องหากลุ่มเอง... จึงเป็นโชคดีไป และนั่นทำให้ผมเจอกับ ผู้หญิง คนหนึ่ง ที่อยู่กลุ่มเดียวกัน ผู้หญิงคนนี้...
คนที่ทุกวันนี้ผมพูดได้เต็มปากว่าผมรักเขา ไม่ว่าเขาจะเป็นยังไงก็ตาม...

จริงๆ แล้วเธอไม่ใช่ใครที่ไหนเลย เธอเคยเรียนห้องเดียวกับผมตอน ม.1 ซะด้วยซ้ำ แต่ตอน ม.1 ผมยังเหมือนเด็กบ้าบอขี้แงคนนึงอยู่เลย... และเท่าที่ผมจำได้ เธอก็เป็นเด็กเรียนสุดเฉิ่มเหมือนกัน (ขอโทษนะที่ว่า)
ยังจำได้อยู่ว่า วันที่ผมรู้สึกว่า ผู้หญิงคนนี้ โดนจังเลย คือวันที่เราเริ่มทำโมเดลกัน ผมเดินมาไม่ทันได้ดูว่าใครนั่งอยู่ ก็เข้านั่งตรงที่ว่างๆเลย... พอหันเหลือบไปดู ทุกอย่างมันเป็นภาพสโลว์ ... ผมเห็นผู้หญิงคนนึง ที่ผม คิดว่าเธอน่ารักที่สุดในโลก ณ ตอนนั้น... เธอสวมแว่นสายตา เพราะสายตาเธอสั้น (ผมแว่นก็เหมือนกัน.. ไม่ต้องมาหาว่าผมเป็นลัทธิสาวแว่นนะ) เธอไว้ผมยาวรวบผมแบบ นร. ม.ปลายทั่วไป หน้าตา หมวยๆ ผิวขาวเหลือง... เวลานั้นผมเหมือนเข้าสู่เวลาประทับใจช่วงหนึ่ง ที่แม้แต่ไอ้นัทที่สะกิดเรียกอยู่ยังแทบไม่ได้สนใจเลย...

หลังจากวัน นั้น เราเริ่มรู้จักกันมากขึ้น จนเรียกได้ว่า ผมเป็น เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มของเธอ เราค่อนข้างสนิทกันมากครับ ถึงขนาดที่ว่า ผมสามารถกลับบ้านพร้อมเธอและเพื่อนๆในกลุ่มได้ด้วยกัน... จริงๆแล้วเธอค่อนข้างเป็นคนที่ป๊อปปูล่าพอสมควร เพราะเท่าที่ผมรู้ เธอมีทั่งรุ่นพี่ และเพื่อน รุ่นเดียวกันที่อยู่ห้องอื่น และห้องเดียวมาชอบ... แต่เธอไม่เคย ตกลงปลงใจกับใครในนั้นเลยครับ... ผมเองก็เคยแอบทำอะไรโง่ๆ...เพื่ออยากจะทำบางอย่างให้เธอครับ คือซื้อของมาจะให้เธอ แต่ไม่ได้ให้เธอตรงๆ... ทำเป็นว่า ซื้อของมา ให้ทุกคนลุ้นเล่น ด้วยเกมไม้สั้นไม้ยาว เอาทิชชู่ทำเป็นไม้สั้นไม้ยาว พอถึงคิวที่เธอจับ ผมจะแอบเอาเล็บจิกตรงปลายไว้ ให้มันขาด จะได้สั้นกว่าอันอื่น โดยที่คนได้สั้นจะได้ไป... (โง่ไหมแทนที่จะเนียน จิกของคนอื่นให้สั้นให้หมด แล้ว เหลืออันนี้ยาว มันจะเนียนกว่า) เธอก็ได้ของที่ผมให้ไป...

มีครั้งนึงที่ผมประทับใจมากๆ คือเธอมาง้อผม เรื่องคือ ผมต้องไปเป็นสต๊าฟจัดงานแข่งฟุตซอล กับเพื่อนๆผู้ชาย... ซึ่งมันจะทำให้ผมต้องกลับเย็นมากกว่าปกติ... จำได้ว่าตอนนั้นผมบอกเธอและเพื่อนๆเธอว่าผมต้องทำงานนะ กลับเย็น เธอก็ว่างั้นเธอกลับก่อน ผมก็มัวแต่...รีบๆร้อนๆ เพราะมีเพื่อนมาตาม ก็หงุดๆหงิดๆ ตะโกนว่า เออ!!! ไปเดี๋ยวนี้แล้ว!!!รำคาณเพื่อนว่ามาเร่งทำไมวะ เลยรีบวิ่งลงมายังที่ๆจัดแข่งกันอยู่ก็นั่งคุมไปได้แป๊บเดียว เธอก็เดินลงมาหา... แล้วถามผมว่า...

โกรธเหรอ...เราขอโทษนะ
หือ? เรื่องอะไร?...
ที่เราบอกว่าเราจะกลับก่อน ไม่รอนายไง
บ้า... ป่าวโกรธ กะลังรีบๆเหนื่อยเฉยๆ ไม่ได้โกรธเลย
เหรอ...ไม่โกรธจริงๆนะน้ำเสียงเธอดูออดอ้อนเล็กน้อย
อืม... ไม่เลยจริงๆ สาบาน..
งั้นเรากลับละนะ
อืม กลับดีๆนะ บาย....

แล้ว เธอก็กลับบ้านไป...  วันนั้นผมดีใจเป็นบ้าเลย แบบว่า ... เฮ้ย! เธอง้อเราด้วยว่ะ ไม่ได้โกรธเลยแท้ๆ... เป็นปลื้มมากมายไปอีกวัน...

ผม เป็นคนคุยง่ายครับ... เจอใครก็คุยได้ ถ้าเห็นว่าน่าคุยและมีเรื่องจะคุย จึงไม่แปลกที่จะรู้จักคนมากขึ้นๆ อย่างรวดเร็ว และอีกอย่าง ผมเป็นคนชอบแกล้งครับ... พวกเพื่อนๆผู้หญิงในห้องนี่เคยโดนแกล้งกันไปหลายคนแล้ว ไม่เว้นแม้แต่เธอ...
ผม จะชอบล้อเธอเรื่อง  ฝ. เฝือ (ส. เสือ) เพราะเธอพูดไม่เคยชัดครับ (มันเป็นส่วนนึงที่ผมประทับใจนะ เพราะเหมือนผมในสมัยเด็กๆ ตอนแรกผมก็พูดไม่ชัดเหมือนกัน) ในขณะที่ผมก็แกล้งคนอื่นๆด้วย... มีบางคนบ้าจี้ ผมก็จะไปตามไล่จี้ ให้มันอุทานแปลกๆ ตามที่เราพูด หรือบางคนจะห่วงเรื่องผมที่รวบไว้มันจะหลุดมา ผมก็จะไปดึงเบาๆ ให้อีกฝ่ายร้องกรี๊ด ออกมา แล้วก็วิ่งหนี... แบบว่ามันสนุกดี

จนกลายเป็นว่าผม กลายเป็นข่าวลือกับคนพวกนั้นไป... ว่าผมไปชอบพวกนั้น...

จนมีวันนึงเธอมาถามว่า ผมชอบใครเหรอ? เห็นมีคนสังเกตุว่า ไปแกล้ง (ผู้ต้องหารายที่1) กะ (ผู้ต้องหารายที่2) บ่อยๆ น่าจะใช่... 
ผมตอบไปว่า ป่าวไม่ใช่ 2 คนนั้นหรอก
เธอ ถามต่อว่า แล้วใครละ... ผมก็ได้แต่บอกว่า ไม่บอก 555” แล้วก็เดินหนีออกมา... ทั้งๆที่ใจผมนั้นอยากจะบอกว่าผมชอบเธอซะเหลือเกิน แต่ผมก็ไม่กล้าพอ... เพราะกลัวว่าผมจะเสียเพื่อนไป

วันเวลาผ่านไป ผมกับเธอก็ยังนับว่าดีต่อกันอย่างเดิม... แม้ว่าผมจะทำตัวห่างๆเหินๆเธอบ้าง ด้วยเหตุอะไรก็ตาม...แต่เราก็ยังเป็นเพื่อนที่เรียกได้ว่าสนิทกันในระดับ หนึ่ง เหมือนเดิม...
และผมมักจะหาของอะไรๆให้เธอ ตอนวันวาเลนไทน์กับวันเกิด เสมอๆ...

จน กระทั่งถึงช่วง ม.6 ช่วงที่เรียกได้ว่าผมติดเพื่อนๆในกลุ่มผู้ชาย (แก๊งค์ส้นตีน คือชื่อแก๊งค์นี้ ) ผมจะกลับบ้านกับเพื่อนๆกลุ่มนี้มากกว่า ทำให้เริ่มรู้สึกได้ว่าผมกับเธอห่างกันมากขึ้น...

จนจบ ชั้น ม.6 ตอนแรกที่รู้ว่าเอนท์ไม่ติด.. เธอชวนผมให้ไปเรียนที่เดียวกับที่เธอกำลังจะไปสมัคร คือ มหาวิทยาลัย มหิดล หลักสูตรอินเตอร์... ผมก็ไม่รีรอที่จะไปยื่นใบสมัคร แต่ ท้ายที่สุดแล้ว... ที่บ้านผมไม่สนับสนุน เพราะด้วยรู้ทัน ว่าตามผู้หญิงไป หรือกระไรมิทราบ เลยไม่ได้ไป.. ผมเลยเลือกที่จะเรียนที่รามคำแหง...

เท่ากับว่าเราต่างคนต่างเรียนกันคนละที่ ห่างไกลกันมากกว่าเดิม...
ต่อมาผมเริ่มรู้ว่าเธอเริ่มมีแฟนคนแรก... ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่ผม...

แต่ผมไม่ได้รู้สึกเฮิรท์หรืออะไรนัก เพราะผมเชื่อว่าผมยังรอเธอได้...
เรายังติดต่อกันอยู่บ้าง แม้จะนานๆที... เจอหน้า ชวนกันไปเดินเล่นบ้างบางครั้ง
แต่เวลาเธอมีปัญหาอะไร เธอจะนึกถึงผมเป็นคนแรกๆเสมอ...

มี ครั้งนึงเธอทะเลาะกับแฟน และโทรมาหา ผมก็ได้แค่ให้กำลังใจและปลอบโยนเธอผ่านโทรศัพท์ ทั้งๆที่เวลานั้น ผมอยากจะโผล่ไปอยู่ตรงหน้าเธอซะเหลือเกิน

ในปีต่อมา เธอบอกกับผมว่าเธอเรียนที่นี่ไม่ไหว จะไปหาที่ลงใหม่.. เธอบอกว่าเธอสอบติดที่ ม.บูรพา เธอจะไปเรียนที่นั่น...
ในขณะที่ผมก็บอกเธอว่าจะตั้งต้นใหม่ ย้ายคณะที่เรียน เหมือนกัน (แต่ไม่ได้ย้าย มหาลัย 55)

ความสัมพันธ์ของเรายังคงห่างกันแบบเดิมเช่นเดิม และนั่นทำให้ แม้เธอจะเปลี่ยนแฟนใหม่ ก็ยังคงไม่ใช่ผมอยู่ดี...
ผมคิดว่าผมคงจะทำใจเรื่องของเธอได้แล้ว...คงไม่ได้ชอบเธอหรอก...
แต่เปล่าเลย ผมแค่หลอกตัวเองเท่านั้น...

เพราะหลังจากที่ผมหายไปแทบจะปีกว่าๆ จู่เธอก็โทรมา และร้องห่มร้องให้ ระบายให้ผมฟังว่า แฟนของเธอนอกใจ...ไปมีคนอื่น
ผม ก็ทำหน้าที่ของผมเช่นเคย อย่างไม่เคยขัดข้อง คือ รับฟัง และให้กำลังใจ... ในตอนนั้นผมจะคุยกับเธอด้วยคำว่า ชั้นกับ แกผมไม่ได้เรียกเธอด้วยคำว่า เธอ หรือ ชื่อเล่นของเธอ เหมือนแต่ก่อน... เพราะคิดว่าผมคงรู้สึกกับเธอแค่เพื่อน...
แต่เปล่าเลย เหมือนกับว่าเธอมากระเทาะเปลือกที่ปิดบังไว้ออก... ยิ่งเธอ...โทรมาเท่าไหร่ ผมเริ่มเข้าใจตัวเองว่า ผมไม่อยากให้เธอเสียใจเลย... ผมแคร์เธอมาก ผมนั่งรอว่าเธอจะโทรมาไหมเสียด้วยซ้ำ
ผมเข้าใจแล้วว่าผมหลอกตัวเอง... ผมยังรักเธออยู่

จนมีวันนึง เธอยังบ่นให้ฟัง เรื่องเดิม แต่มีประโยคนึงหลุดมาว่า...
โอย...มีผู้ชายที่ไหน รักเค้าจริงมั่งเนี้ยยยย” …
มีสิ!! ชั้นไง  ชั้นรัก....นะ (จริงๆพูดชื่อ แต่ที่นี้เราไม่พากพิงชื่อ ขอใช้ .... แทนละกันนะ)

เสียงเธอเงียบไปซักพัก เธอเหมือนว่าอึ้งๆไปก่อนที่จะตอบกลับมาว่า...
ขอบใจนะ แต่... เค้าไม่ได้ชอบแก..”.

ผมอึ้งไปพักนึงแต่ก็เหมือนกับว่ารู้อยู่แล้วแก่ใจ ...  “อึม รู้อยู่แล้ว ชั้นแค่อยากจะพูดเรื่องที่ไม่เคยคิดจะพูดเฉยๆ
หลังจากนั้นเธอพยายามหาเหตุผลเพื่อบอกผมว่า จริงๆแล้วผมไม่ได้ผิดอะไร ที่จริงผมออกจะแสนดี เพียงแต่เธอไม่ได้คิดกับผมแบบนั้น...
ถึง จะเป็นเรื่องที่รู้อยู่แก่ใจลึกๆก็ตามที... แต่วันนั้นผมไม่ได้ใส่ใจกับสิ่งที่เธอพูดเลย...หลังจากนั้นผมได้แต่ตอบไปว่า ผมเข้าใจ ไม่ได้ว่าอะไร... ทั้งๆที่ในใจผมตอนนั้น มัน... ทรมานมากๆ แต่ผมยังยืนยันจะทำหน้าที่เพื่อนที่ดีของผม ต่อไป...

หลังจากที่เธอ ติดต่อมาช่วงระยะนึง แล้วเธอก็หายไป... หลายวัน จู่ๆเธอก็ติดต่อกลับมาว่า ผู้ชายคนนั้นเขากลับมาขอคืนดี และบอกว่าตนสำนึกผิดแล้ว... สำหรับผมแล้ว ตอนนั้นผมไม่รู้จะบอกเธอยังไงดี เลยได้แต่บอกว่า ให้เธอเลือกเองว่าเธอจะทำยังไง... ซึ่งต่อมาเธอก็บอกกับผมว่าเธอกลับไปคบกับเขาแล้ว...

หลังจากนั้น ผมกลัวความรัก...หัวใจผมปิดตาย...ผมแทบไม่ชอบใครอีกเลย มาร่วม 2 ปี ถึงแม้จะมีผู้หญิงเข้ามาจีบก็ตามที

ผมกับเธอยังติดต่อกันอยู่เสมอแบบเดิม ผมยังไม่เคยเปลี่ยน ยังเป็นผู้ชายเซ่อๆคนเดิม และยังเป็นที่ปรับทุกข์ที่ดีคนเดิม...

จน หลังจากเวลาร่วม 2 ปีนั้น ตอนนี้ผมเริ่มที่จะเปิดใจชอบใครใหม่ซักคน... และตอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่ผมกำลังพยายามสานความรู้สึกดีๆนั้นอยู่

จู่ๆ เพื่อนผมคนนี้ก็ติดต่อกลับมาอีกแล้ว... เธอบอกว่า พักนี้แฟนคนเดิมของเธอ ติดเที่ยว ชนิดที่ไม่ได้สนใจเธอเลย... และมักจะหายไป วัน – 2 วันบ่อยๆ... จนระยะนี้ที่เธอ ต้องมาฝึกงาน ทำให้เธออยู่ห่างจากแฟนของเธอกว่าเดิม และพบว่า ยิ่งเธอไม่อยู่ แฟนคนนั้นของเธอก็ยิ่งเที่ยวหนัก และ ก็ดูจะไม่ค่อยได้ใส่ใจหรือติดต่อเธอเลย...
เธอโทรมาบ่นเรื่องแบบนี้อยู่หลายครั้ง...จนกระทั่ง... ไม่นานนี้... ที่จู่ๆเธอก็โทรมาบอกว่า...
เจอ จับได้ว่าแฟนของเธอ... พาผู้หญิงมาอยู่ด้วยที่บ้าน... ซึ่งบ้านหลังนี้เป็นบ้านที่เป็นชื่อพ่อเธอ...(พ่อเธอซื้อละผู้ชายคนนี้มาขอ เช่า แต่ก็ไม่ค่อยได้จ่ายค่าเช่าตรงเวลานักหรอก...) เธอบอกว่าเธออยู่หน้าซอยที่จะเข้าบ้านเธอ... แต่เธอยังไม่อยากเจอใครที่บ้าน... 

ส่วนผมนั้น กำลังจะออกไป แถวๆ อตก. พอดี ... ผมเลยถามเธอว่า เธอจะไปด้วยกันรึป่าวซึ่งเธอตกลง...
เธอนั่งแท็กซี่มาแถวบ้านผม แล้วเราก็นั่งรถไป ร้าน cha- bar กัน... พอดีวันนั้นเป็นวันเกิดของคนรู้จักผม...
ผม ไม่ได้เจอเธอตัวเป็นๆมานานมาก ราวๆ 2 ปีได้... เธอเล่ารายละเอียดให้ฟังระหว่างที่เรากำลังไปที่ร้านว่า เธอบังเอิญ... จะพาเพื่อนไปดูบ้านหลังนั้น เพราะเธอกำลังจะประกาศขาย... แล้วเลยได้ไปเจอว่า ในบ้านนั้นมีชุดของผู้หญิง และ หนังสือเรียน ของเด็ก ม.หอการค้า... ซึ่งไม่ใช่ของเธอแน่นอน... เพราะเธอไม่ได้เรียนหอการค้า และไม่เคยอยู่บ้านหลังนั้น... เธอเจอแต่ข้าวของ..แต่ไอ้ตัวคนน่ะ ไม่มีใครอยู่หรอก

ผมไปเที่ยวพร้อมเธอ แต่ดูเธอทำหน้าไม่ค่อยสบายใจนัก ซักพักเธอก็ขอตัวออกไปคุยโทรสับนอกร้าน... ผมเองก็ อยู่ร่วมสังสรรค์กับคนรู้จักได้แป๊บเดียวก็เดินออกมาดูเธอด้วยความเป็น ห่วง... เธอบอกว่าวันนี้เธอจะนอนที่บ้านหลังนั้น(หลังที่เธอไปจับชู้ได้นั่นหละ) เพราะมันใกล้ที่ทำงาน เธอต้องไปฝึกงานตอนเช้า เธอโทรขอแม่แล้ว และบอกว่าวันนี้ผู้ชายคนนั้นไม่โผล่มาหรอก เธอถามผมว่าไปฉีกเสื้อเล่นกันไหม... ผมตอบว่าเอาสิ... ไม่ปฏิเสธ  เพราะเห็นว่าผมไม่อยากให้เธอต้องอยู่คนเดียว ประจวบเหมาะกับพี่ๆของผมกำลังจะกลับ ผมก็เลยกลับเลย..(ไปรถเขา ก็กลับรถเขา 55) ผมให้พี่ๆผมไปส่งที่บ้านหลังนั้น และทิ้งผมไว้กับเธอ... ในบ้านที่ไม่มีใครอยู่  ตอนแรกเธอชวนผมมาพังเสื้อของชู้เล่น แต่ที่ไหนได้ ในเวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมง ผู้ชายคนนั้น มาย้ายข้าวของหลักๆ ออกไปซะแทบหมด... แทบไม่เหลืออะไรเลย เลยกลายเป็นบ้านเปล่าๆ ที่ผมและเธอต้องอยู่กัน 2 ต่อ 2 ในคืนนั้น....

เธอบอกให้ผมนอนอยู่ที่โซฟาข้างล่าง... ส่วนเธอจะขึ้นไปนอนบนห้องชั้น 2
ผม ก็กำลังเตรียมที่จะนอน... แต่แล้วเธอก็เรียกผม พร้อมกลับเดินลงมาและบอกว่าเค้าเซ็งมากอ่ะ นอนไม่หลับ... ลงมาคุยกะแกดีกว่าแล้วเธอก็มานั่งอยู่บนโซฟาเดียวกับผม... เธอบอกให้ผมเดินขึ้นไปเอาผ้าห่ม และ ปิดไฟบนชั้น 2
เรากลับมานั่งบนโซฟาเดียวกัน ... และอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน เธอบ่นให้ผมฟัง ถึงเรื่องที่เธอเพิ่งเจอมา แล้วเธอก็บอกผมว่า เรามานอนกันบนโซฟาเนี่ยหละ แกนอนมุมนั้น เค้านอนมุมนี้...แต่ผมก็เกรงใจ อีกอย่างมันคงดูไม่ดีนัก ผมเลย ขอที่จะนอนบนพื้น แต่อยู่ใกล้ๆเธอนี่หละ เผื่อเธออยากจะเล่าอะไรให้ฟัง...
คืน นั้น... เหมือนกับว่าสิ่งที่ผมอยากทำสมัยก่อน... มันได้เกิดขึ้นแล้ว ผมได้คอยนั่งดูแลเธอ ได้ปลอบใจเธอต่อหน้า... แต่ทำไมเรื่องนี้ต้องมาเกิดเอาตอนนี้ด้วย... แต่ผมก็ไม่ได้คิดอะไรต่อนัก เพราะผมเป็นห่วงเธอเสียมากกว่า...
เราต่างคนต่างนอน โดยเธอนอนบนโซฟา ส่วนผมอยู่บนพื้นกระเบื้อง... แต่เรายังคงใช้ผ้าห่มผืนเดิม เพราะมันมีอยู่ผืนเดียว
... นี่คงเป็นระยะใกล้ชิดที่สุดเท่าที่ผมเคยอยู่กับเธอแล้ว....

เช้า นั้นผมตื่นขึ้นมาก่อน เพราะผมกึ่งหลับกึ่งตื่นมาทั้งคืน... ผมเลยมานั่งทบทวนคิดหาคำตอบว่า... ตกลงที่ผมมาอยู่ตรงนี้ ผมมาเพราะอะไร... เพราะพี่สาวผมก็รู้เรื่องที่ผมเคยชอบเธอดี และก็แซวผมมาเมื่อคืน... จนในที่สุดผมก็เข้าใจอย่างแน่นอนว่า... ผมไม่ได้คิดอะไรกับเธอแล้วจริงๆ ผมแค่เป็นห่วงเพื่อนของผม เพราะเธอคือ คนๆนี้ คนที่ผมพูดได้ว่าเธอคือเพื่อนรักคนนึงของผม ถึงเธอจะหายหน้าหายตาไปบ้าง แต่ไม่เคยที่จะทำให้ผมหายห่วงเธอได้เลย
ผมกลับมานั่งมองเธอนอนหลับ ผมเอามือลูบหัวเธอปลอบโยน จนเธอได้เวลาที่ควรจะตื่นไปทำงาน เราก็ต่างแยกย้ายกันไป ผมกลับบ้าน เธอทำงาน...

วัน นั้นมีเพื่อนผมถามว่าผมหายไปไหนมา ทุกทีจะเห็นออนไลน์ msn อยู่จนเกือบเช้าเสมอๆ... ผมก็เลยบอกให้ฟังว่าผมไปค้างกับเธอมาแต่ไม่ได้มีอะไรกัน...

หากจะพูดกันประสาลามกจกเปรตแล้ว นี่คงเป็นการโง่มาก ที่คืนนั้น ผมไม่ได้ล่วงเกินเธอ... (โดนด่ามา...)
ผมนึกและตอบเพื่อนคนนั้นไปว่า
กู ทำไม่ได้หรอก...มันไม่ใช่ กูแค่เป็นห่วงมัน อยากจะดูแลมันแค่นั้น และนี่คือสิ่งๆนึง ที่ผู้ชายแบบกู จะทำให้ผู้หญิงคนนึงได้ ในฐานะ...เพื่อน... และฐานะที่กูเคยชอบมัน
ซึ่งดูมันก็จะเข้าใจความเป็น ตัวผมดี เลยไม่ได้ว่าผมอะไรมากมาย แค่แซวเฉยๆ... ว่าโอกาสมีแล้วแต่ยังโง่...

ทุกวันนี้เธอยังโทรมาอยู่... และก็ยังบ่นเซ็งเรื่องๆนั้นๆให้ฟัง เพราะเธอยังทำใจไม่ได้....
ผมก็ได้แต่เฝ้ารอว่าเมื่อไหร่เธอจะเลิกโทรมาบ่นเรื่องนี้... เพราะถ้าเธอเลิกบ่นมัน แสดงว่าเธอคงทำใจได้แล้ว

ผม ยังแอบแซวเธออยู่ว่า ไอ้บ้า รู้รึป่าวว่าถ้าคืนนั้น ไม่ใช่ชั้นที่ไปอยู่กับแก สงสัยแกโดนปล้ำไปแล้ว สิ้นปีนี้มอบรางวัลโนเบลสาขาเพื่อนดีเด่น ให้กูด้วยนะเธอก็ขำๆ และบอกผมว่า เพราะเธอเชื่อใจผม ว่าผมไม่ใช่คนเลว เธอจึงกล้าที่จะอยู่กับผมในคืนนั้น... เธอบอกว่า เวลาเธออยู่กับผมเธอสบายใจ แม้ผมจะไม่ได้พูดอะไรกับเธอ แต่จะไม่รู้สึกเหงา เหมือนกับที่เป็นๆอยู่...
ผมเองได้แต่หวังว่าเธอคงจะได้เจอวันที่ดีๆ ต่อไปหลังจากนี้

ส่วน ผม...ผมยังรักเธออยู่เสมอ ถึงแม้จะเปลี่ยนรูปแบบ ไปเป็นความรักแบบเพื่อนแต่ผมยังคงเป็นห่วง และ หวังดีกับเธอเหมือนเดิม ไม่เคยเปลี่ยนเลย...

และอีกอย่าง ตอนนี้ผมกำลังอยากมีความหวังอีกสักครั้ง กับรักครั้งใหม่....

สุดท้ายนี้ผมยังจะยืนยันที่จะขอเป็นคนๆนี้... เป็นคนๆเดิม เป็นผู้ชายคนที่เซ่อๆ ... แต่ยังคงเป็นห่วงเธอ...
เป็นคนที่เธออยู่ด้วยแล้วสบายใจ.. และคอยรับฟังเธอเสมอ...
เป็น เพื่อนรักคนนี้คนเดิมของเธอ...
ตลอดไป...

...เฮ้ย... กูรักมึงนะ...

           

2008/May/27


ห้องแสดงงานครับ
ค่อนข้างจะ จิปาถะ...

ถ้ามีอะไรจะติชม - เสนอแนะ ก็น้อมนำครับผม
 

เริ่มกันเลยดีกว่า 55
(กดดูที่ลิงค์หลังชื่อนะครับ)

1.โปสการ์ดภาพมิกซ์ Leah Dizon  - Click Here -

2.โปสการ์ภาพมิก์ คอนเซปต์ Love is...  - Click Here -

3.ภาพ mix wallpaper รูป Aum Patchrapa  - Click Here -

4. ภาพ mix wallpaper รูป Aum Patchrapa  - Click Here -

ตอนนี้เอาเท่านี้ก่อนครับ
แล้วมีอะไรจะค่อยๆมาอัพไปเรื่อยๆ



แล้วเจอกันครับผม




~|Prince|~
View full profile